สำนึกรัก(ทีมฟุตบอล)บ้านเกิด

สำนึกรัก(ทีมฟุตบอล)บ้านเกิด
นี่คือสุดยอดทีมในจังหวัดอุตรดิตถ์ (เพราะมีทีมเดียวครับ)
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไร้สาระ..ใคร "กำหนด" แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไร้สาระ..ใคร "กำหนด" แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ผลัก ดึง เลื่อน....???



  ทุกท่านคงเคยผ่านสายตา กับ 3 คำยอดฮิตติดประตูกระจก วัตถุประสงค์ของการติดหลักๆก็เพื่อบอกฟังชั่นและแนวทางปฏิบัตเกี่ยวกับการใช้งานประตูที่อยู่ตรงหน้าท่าน เพื่อให้ท่านเลือก “ไม่เลือกได้ไหม” ท่านถามในใจ ผมก็บอกว่าได้ครับ มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย ผลลลัพธ์ที่ตามมาก็จะแตกต่างกันไป
   เอาละ..!!! มาเข้าเรื่องที่ผมอยากพูดคุย(บ่น)แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในวันนี้นะครับ เนื่องจากเป็นมนุษย์เงินเดือน เป็นลูกจ้างเขา ก็ต้องทำงานบนกฏที่ตั้งขึ้นมา เพื่อให้อยู่ร่วมองค์กรกันได้ อย่างที่ควรจะเป็น เพราะมนุษย์เรา...เป็นสัตว์สังคม ทุกสังคมประกอบด้วยหลายๆสิ่ง หลายๆอย่าง แต่ละสิ่ง แต่ละอย่างก็มาจากสภาพแวดล้อมต่างกันออกไป  คิดคนละอย่าง มองคนละทาง  ตอนลงมือทำก็เชิญท่านๆจินตนาการเองล่ะกัน….
   ก่อนที่จะไปถึง ระเบียบ ข้อบังคับ วัฒนธรรม ประเพณี กฏหมายรัฐธรรมนูญ อะไรต่างๆนานา เมื่อมองแล้วเห็นว่ายาก...สำหรับการเริ่มต้น ก็ขอให้วกกลับมาที่ตัวเราเองก่อนครับ ง่ายดี ผมเชื่อว่าพื้นฐานของจิตใจ พูดแบบบ้านๆ ก็คือ “สันดาน” ดั่งเดิมของแต่ละคน “เห็นแก่ตัว” คิด พูด ทำอะไรเพื่อตัวเอง เพื่อนพ้อง ญาติมิตรตัวเอง กลับกันครับ ถ้าเราจะเห็นแก่ตัวแต่ทำทุกอย่างบนแนวความคิดที่ว่า “ต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเอง” เริ่มตั้งแต่กระบวนการคิด โดยเปรียบตัวเองเป็นบุคคลที่สอง สาม หรือ สี่ ห้า หก ว่ากันไป ที่จะได้รับผลกระทบจากความคิดของเรา ความเห็นแก่ตัวนั้น ก็ไม่ได้ทำร้ายใคร เพราะเมื่อเราคิดได้แบบนั้น ก็ตรงกับสุภาษิตของไทยที่ว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” มันจะทำให้เราคิดข้ามไปอีกขั้นหนึ่งว่า “สักวัน... เขาก็ต้องเอาใจเราไปใส่ใจเขา”
   ดังนั้น การจะทำเรื่องยิ่งใหญ่ มันต้องเริ่มจากเรื่องเล็กน้อย จะให้เขาไหว้เรา เราก็ต้องไหว้เขาก่อน เมื่อเป็นเช่นนั้น การพล่ามมาทั้งหมดของผมก่อนหน้านี้ ก็แค่อยากเสนอแนวคิดและแนวปฏิบัติที่ผมใช้กับตัวเองมาตลอด(แม้จะหลุด ละเลย ลืมไปบ้างบางครั้ง) อย่างง่ายๆ ก็คือมองไปที่ประตูกระจก ที่อยู่ตรงหน้าเรา ใช้สายตาสอดส่ายหาข้อความบนกระจกว่าเขาเขียนไว้อย่างไร แล้วก็ทำตามนั้นให้ได้ เขียนว่า “ดึง” ก็ดึง แม้มันจะผลักได้ เขียนว่า “ผลัก” ก็ผลัก แม้มันสามารถดึงได้ เขียนว่า “เลื่อน” ก็เลื่อน ซ้ายหรือขวาก็ว่ากันไป ยิ่งไปเจอประตูที่มันเปิดอัตโนมัติก็แค่รอ อย่าใจร้อนไป ดึง ผลัก เลื่อน เดี๋ยวของเขาจะพังเอาได้ ถ้าคิดและทำได้โดยที่เริ่มจากตรงนี้ ที่เหลือก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด
  อีกอย่าง ขอทิ้งท้ายสำหรับคนที่ใช้ประโยคที่ว่า “เราก็คือ....เหมือนกัน น่าจะพอช่วยเหลือกันได้” แต่ตัวคนพูดยังไม่คิดที่จะทำตามกฏหมายบนประตูกระจกไม่ได้ เรียนตรงๆ ถ้ากระโดดถีบหน้าคนพูดได้สองตีนพร้อมกัน นั่นคือสิ่งแรกที่ผมจะทำ หลังจากฟังเขาพูดจบ... (เห็นไหมว่าผมก็ยังมีมารยาท ที่ทนฟังจนเขาพูดจบ)

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เหรียญ..มี 2 ด้าน แต่...???


   

     ห่างหายจากการ update บล็อกไป  2-3  วัน  เนื่องจากงานยุ่ง ช่วงนี้เริ่มซาๆแล้ว ก็เลยได้กลับมาอีกครั้ง เข้าเรื่องเลยแล้วกันนะครับ คือเป็นที่รับรู้กันมาแต่ดั้งเดิมของเกือบทุกคนว่า “เหรียญมี 2 ด้านเสมอ”  เมื่อต้องการแสดงความต่างของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ สิ่งของ บุคคล องค์กร หรืออีกมากมาย ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่า “มี 2 มาตรฐาน” “เลือกปฎิบัติ” หรืออาจจะแสดงถึงสิ่งที่เรารียกกันว่า “สันดาน” ของแต่ละสิ่งที่ไม่เหมือนกัน
     แต่โดยพื้นฐานเราจะเข้าใจว่า ถ้าจะ “คิด พูด กระทำ” จำเป็นต้องยืนบนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม กฎหมาย ธรรมเนียมปฎิบัติ ฯลฯ ที่คนหมู่มาก(ประชาธิปไตย) ซึ่งเป็นความเข้าใจเหรียญเพียงด้านเดียวเท่านั้น แต่เมื่อมีการแสดงออกซึ่งอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับ และต้องการของคนในสังคม ตัวเราเองที่รู้อยู่แล้วว่าเหรียญมี 2 ด้าน ไม่สามารถยอมรับสิ่งนั้นได้ง่ายๆ และปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ(แต่ไม่ใช่ตามยถากรรมนะครับ) คือผมกำลังจะบอกว่า “บางคน” รู้ว่าเหรียญมี 2 ด้าน แต่ทำใจ และปักใจเชื่อว่าเหรียญที่เราเอ่ยถึง ต้องแสดงออกมาเพียงด้านเดียวเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อเหรียญด้านที่ 2 เผยตัวออกมาก็จะไม่ชิน ยอมรับได้ยาก แม้จะรู้แต่ต้นว่า “ด้านที่ 2” มันมีอยู่จริง....

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Transformer 3 เรื่องจริงที่คุณไม่รู้


    ก็ขออินเทรนด์บ้างแล้วกัน เบาๆสักนิ๊ด...ด.....ด....สำหรับวันนี้
    คือเมื่อวานได้มีโอกาสดู Transformer 3 สุดยอดหนัง action special effect ที่ทุนสูงมากเรื่องหนึ่ง และรายได้จากการเข้าฉายทั่โลกก็คงมีกำรี้กำไร ให้คนเบื้องหลังได้เอาไว้ซื้อกับข้าวกับปลาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัวไป ได้บ้างสักระยะ..... ในส่วนที่ฮือฮาคือการที่ว่า TF3 ต้มคนดูด้วยเทคนิคด้านการตัดต่อหรืออะไรต่อมิอะไรอีกมากมายนั้น.... ที่นี่ ไม่ขอพูดถึง มันเป็นเรื่องอจินไตย ไม่ควรไปกังวลสนใจครับ เหมือนเรื่องไก่กับไข่นั่นแหละจ้า

    มาคุยตามประสาคนไร้สาระในแบบของผมดีกว่า... เริ่มแรกเลย ภาคนี้ดูเหมือนนางเอกจะแก่กว่าพระเอกหลายช่วงตัวอยู่ อันนี้วัดวัยด้วยใบหน้าและเป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆครับ ต่อมา...ภาคนี้ พระเอกโง่มากครับ พอๆกับป้าคนที่เป็นหัวหน้า CIA. หรืออะไรสักอย่างนั้นแหละ คนที่ใส่แว่นตานะ รู้เรื่องที่หลังเขาหมด แต่ตอนหลังๆสงสัยสารอดรีนาลีนหลั่งมากเป็นพิเศษเลยเก่งกลบรัศมีทหารอาชีพหมดเลย.... ส่วนเรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ อาจจมีคนพูดถึงไปบ้างแล้ว นั่นก็คือ.... หุ่นยนต์ทุกตัว ไม่ว่าจะสมบุกสมบันมาอย่างมากมาย โชกโชน จากฉาก/ซีนก่อนหน้านี้ พอมาฉากใหม่อยู่ในรูปของรถ..เงาวับ..ทุกคัน ไม่เชื่อลองนึกดูให้ดี

จุดต่อไปนี้ ไม่อยากจะพูด งั้น...สาธยายเลยแล้วกัน 555++ คือถ้าพระเอกและเพื่อนเป็นชาวญี่ปุ่น ตอนที่โดนสึนามิถล่ม(ขออภัยถ้าทำให้บางท่านสะเทือนใจครับ) คงไม่เกิดการสูญเสียเพื่อนร่วมโลกของเรามากมายขนาดนั้น ที่ผมพูดอย่างนั้นได้อย่างเต็มปาก เพราะตอนที่ตึกถล่ม(เอียง โค่น) พระเอกและผองเพื่อนรอดมาได้อย่างปลอดภัย..ส่วนคนธรรมดาที่เดินและวิ่งหลบอยู่ตามพื้นดินตายเรียบ
    
       เอาละครับ  หลังจากออกทะเลไปตกหมึก..เฮ้ย...บ้าไปแล้ว  เอาละมาถึงจุดที่คนที่ไร้สาระอย่างผมต้องเปล่งประกายซะที คือผมดูหนังของสตีเว่น ซีกัล มาหลายเรื่องนะ แต่ไม่เคยเห็นมีใครชกโดนหน้าเขาสักที... เหมือนกัน TF 3 ท้ายๆช่วงไคลแม๊กซ์ พระเอกกับนางเอกวิ่งสู้ฟัดกันน่าดู(อย่าคิดลึกเด้อ) หมายถึงสู้กับเหล่าร้ายนะ พระเอกหน้าตาอย่างมอมแมมเลย...แต่พอมาถึงตอนจบ ตอนที่พระเอกกับนางเอกกัดกัน  โปรดจงสังเกตุครับ พระเอกยังมอมเหมือนเดิม  แต่นางเอกใสปิ๊งเลย  หน้านี้นวลเชียว (สงสัยวิ่งผ่านร้านสปาก่อนมาเจอพระเอกชัวร์ 5555555
 *-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
ปล.ละครไทยผมเคยสังเกตนะครับ ว่าพระเอกตอนออกจากบ้านขับ BENZ พอถึงปลายทางกลายเป็น BMW เฉยเลย...... 
ปล.2 ต้องเข้าใจนะครับว่าคนมันมีเวลาไร้สาระเยอะอ่ะ เลยมีเวลาเล็งเยะ
ปล.3 สักวันจะเขียนความประทับใจกับหนังเกาหลีเรื่อง IL Mare ให้ได้ สัญญาครับ

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หลังจากตื่นนอนเราทำอะไรก่อน.....???

            
            เนื่องจากเป็นคนที่มีเรื่องไร้สาระในชีวิตเยอะ อยู่ว่างๆเลยย้อนกลับมามองว่า "หลังจากตื่น สิ่งแรกที่เราทำคืออะไร" หนึ่งคำถามมีหลายคำตอบ หนึ่งคำตอบก็คิดเหมือนกันหลายคน สรุปง่ายเอาตัวผมเป็นตัวอย่างแล้วกันครับ
            คำตอบแรกที่ตอนนั้น ยังไม่คิดมากกับชีวิตก็คือ "อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน" แต่เมื่อมีวัยที่เริ่มสูงขึ้น เรามักจะย้อนกลับไปมองอดีตด้วยวุฒิภาวะปัจจุบันของเรา คงมีบ้างที่เคยรำพึงในใจว่า “ตอนนั้น กูคิดและทำอย่างนั้นไปได้อย่างไรว่ะ”  จากนั้นผมก็พยามยามคิดเชิงบวก(ในที่นี้หมายถึงเข้าข้างตัวเอง)ว่า “วุฒิภาวะที่มาพร้อมกับวัยที่สูงขึ้น ก็คงเหมือนเราก้าวขึ้นบันไดที่ภูเขาทอง(วัดสระเกศ) คือยิ่งก้าวขึ้นบันไดได้มากขั้นเท่าไร ก็ยิ่งเห็นทิวทัศน์รอบๆข้างได้มากขึ้น”  แต่ก็อีกนั่นแหละ ว่างมาก(ไม่ใช่ว่าไม่มีงานหรือไม่ทำงานนะครับ)ก็เลยมีเวลาที่จะคิดไปเรื่อยๆอีกว่า แล้วทำไมบ้างคนถึงมีวุฒิภาวะที่เป็นผู้ใหญ่เกินวัย ผมที่มีวุฒิภาวะตามวัย(ตามทันบ้างไม่ทันบ้าง ก็ว่ากันไป) ก็อนุมานเอาเองว่า น้องเขาคงถูกฝึกอบรมให้แก่เกินวัย....เอ.....ไม่น่าใช่ น่าจะใช้คำผิดเอาใหม่..น้องเขาคงถูกฝึกมาเพื่อรับกับสังคมในอนาคตที่แดดมันจะแรงกว่าปัจจุบันมาก ซึ่งมีผลทำให้เด็กแก่แดด..ก่อนวัย...  นั่นงัยสุดท้ายก็ไม่ถูก... เลยเถิดไปใหญ่  ง่ายๆคือน้องเขาได้รับการศึกษาและฝึกอบรมมา(ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโรงเรียนนะ) เพื่อให้ปรับตัวเข้ากับสังคมในอนาคต และอยู่รอดได้ ผมก็สร้างมโนภาพต่อไปว่า  ที่น้องเขามีความคิดเป็นผู้ใหญ่ทั้งที่วัยอ่อนกว่านี่ ก็คงเปรียบได้ว่าน้องเขาคงใช้กล้องแบบที่อยู่ในเรือดำน้ำอ่ะ คืออยู่บนบันไดขั้นที่ต่ำกว่า แต่ก็มองเห็นทิวทัศน์เท่ากับผมที่ยืนอยู่สูงกว่า ดีไม่ดีน้องเขาอาจให้ตัวช่วยอย่างอื่นอยู่ก็เป็นได้
          กลับมาที่เรื่องที่เราทำหลังจากตื่นนอนดีกว่า ว่าสิ่งแรกหรืออะไรที่เราทำก่อน อย่างที่บอกครับ ก่อนหน้านี้หลายปี คำตอบแรกของผมคือ "อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน"  แล้วมาเอะใจว่า “จริงหรือ” ก็ย้อนสเต็ปมาเรื่อยๆ ก่อนจะอาบน้านี่ มันต้องถอดเสื้อผ้าก่อนป่าว ก่อนถอดต้องลุกจากเตียง ก่อนลุกจากเตียง ต้อเอาผ้าห่มออกก่อน(แต่คืนใหนร้อน ไม่ได้ห่มผ้าก็เลิกคิด..555)  วุ่นวายไปใหญ่....  แต่ผมแน่ใจอย่างว่า ก่อนจะตื่นเราต้องหลับก่อน
         ทั้งนี้..ทั้งนั้น..ทั้งหมด..นั่น ก็เพียงแค่อยากบอกแนวคิดในการทำงานของผม ที่ได้รับการชี้แนะจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ ผมชอบนิสัย การวางตัวของท่าน และผมก็เคารพนับถือท่านเป็นอย่างสูง  คืออย่าคิดด่วนได้ ให้ย่อยทุกอย่างให้ละเอียด แล้วสร้างทางเลือกให้มากกว่าหนึ่งครับ สุดท้าย..ขอบคุณที่ทนอ่านจนจบ

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรื่องของหนูกับแมว


    
    วันนี้  ขอเขียนถึงเรื่องใกล้ๆตัว ที่เกี่ยวกับบุคคลที่ผมเคารพนับถือ และมีห้องเช่าอยู่ติดกันครับ  ห้องเช่าที่ผมอยู่เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูงพอสมควร น่าจะราวๆ 2 เมตรเห็นจะได้ มีห้องน้ำส่วนตัวของแต่ละห้องและอยู่แยกจากตัวบ้าน จะอยู่ติดกับหน้าต่างหลังบ้าน หลังคาหัองน้ำของผมจะต่ำกว่าของพี่เขาหน่อยนึง ของพี่เขาหลังห้องน้ำคาสูงเกือบเสมอหน้าต่างเลยทีเดียวเชียว ที่ๆผมอยู่มี 3 สิ่งที่ชุมพอๆกัน คือ ยุง หนู และแมวครับ
    ค่ำวันนึงหลังจากกินข้าวกินปลากันเสร็จ พี่เขาก็จะเข้านอนเพื่อที่ไปเข้างานกะดึก(เทียงคืน) เลยพูดคุยตามประสาคนสนิทคุ้นเคยกันว่า
     พี่ข้างห้อง “พี่อยากเปิดหน้าต่างนอนบ้างจัง ช่วงนี้อากาศร้อนมาก”
    ผมก็บอกพี่เขาว่า “พี่ก็เปิดสิครับ ผมยังเปิดหน้าต่างนอนทุกคืนเลย เย็นสบายดีมาก”
พี่ข้างห้อง “ใจจริงพี่ก็อยากเปิดแหละ แต่แถวบ้านเรา หนูและแมวมันชุม”
ผมเลยถามกลับไปว่า “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเปิดหน้าต่างนอนละพี่”
พี่ข้างห้อง “พี่กลัวหนูและแมวมันปีนหลังคาห้องน้ำแล้วกระโดดเข้ามาในห้องพี่ทางหน้าต่างนะสิ”
ผมเลยรีบพูดให้พี่เขาหายกังวลว่า “พี่ พี่ไม่ต้องกลัวหรอก หนูมันกระโดดเข้ามา แล้วแมวกระโดดตามหลัง เดี๋ยวหนูกับแมวมันก็จัดการกันเองนั่นแหละ”
พี่เขาก็หัวเราะแบบขำๆ แล้วพูดว่า “ เดี๋ยวโดน... กวนตีนนะเรา”
จนวันนี้ ผมก็ยังงงว่า ผมไปกวนตีนพี่เขาตอนไหน แมวเจอหนูมันต้องจับหนูอยู่แล้ว.. พี่เขานี่กลัวอะไรไม่เข้าเรื่องจริงๆ

ผีดิบทำไมถึงกลัวไฟ




   สวัสดีครับทุกท่านทีแวะเข้าเยี่ยมชม เอ๊ะ..หรือไม่ได้มา  ตามหัวข้อบทความเลยครับ คือผมสงสัยมานานแล้ว จากการอ่านหนังสือบ้าง ดูละครบ้าง ดูหนังทั่งไทยและเทศ สิ่งหนึ่งจากหลายๆสิ่ง ซึ่งแล้วแต่ผีดิบของแต่ละประเทศ หรือแต่ละทวีปกลัวกัน นั่นก็คือ “ไฟ” ครับ  ถ้าท่านไม่เชื่อผม ผมก็ไม่ว่าอะไรครับ(ก็มันห้ามกันไม่ได้นี่นา เหมือนห้ามคนสวยไม่ให้กินส้มตำปูปลาร้านั่นแหละครับทั่น ห้ามยากสุดใจขาดดิ้น)
   ขอย้อนไปยุคมนุษย์หินนะครับ กี่ปีมาแล้วก็ไม่รู้ เกิดไม่ทัน ไม่มีเวลานั่ง ยืน เดิน นอนนับ(ต้องทำมาหากินอ่ะ) และที่สำคัญเรียนมา แต่อาจารย์แกเรียกของคืนหมดแล้วด้วย คือตอนนั้น ผมคิดว่ามนุษย์ที่ถูกเรียกว่ามนุษย์หินนี่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นหิน.... หัวแข็งเหมือนหิน ใจแข็งเหมือนหิน หรือ.....แข็งเหมือนหิน(คิดเองนะ... รู้น่าคิดอะไรอยู่ คิดเหมือนกัน 555)  แต่ที่แน่ๆ ตอนนั้น อาวุธที่ใช้ล่าสัตว์ ส่วนมากก็จะเป็นสิ่งที่อยู่รอบๆตัว ดัดเสริมเติมแต่งมากันเรื่อยๆ จนช่วยทุนแรงในการล่าได้เยอะอ่ะนะ เข้าเรื่องเลยล่ะกัน ยุคนั้นมนุษย์หินไม่รู้จักเหล็ก และไฟแน่นอน..ชัวร์ 100% เพราะถ้ารู้จัก ยุคนั้นน่าจะเป็นยุคของมนุษย์หิน เหล็ก ไฟ (Stone Metal Fire Man) อิอิ.... เริ่มไร้สาระมากยิ่งขึ้นริ โอเคต่อๆ กำลังจะบอกว่า ยุคนั้นมนุษย์เรากินเนื้อสัตว์แบบดิบๆ เพราะไม่รู้จักไฟที่จะมาทำให้เนื้อสัตว์มันสุก แอบแปลกใจเล็กๆว่ายุคนั้นน่าจะยังไม่มีพวกพยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ตับ เป็นต้น เพราะไม่เห็นมีรายงานขององค์การอนามัยโลก(WHO) ออกมาเตือนมนุษย์หินกันเลย ว่ากินของดิบเสียงต่อการเป็นพยาธิใบไม้ตับ หรือไข้หวัดนก อะไรทำนองนั้น สงสัยจะเลือกปฏิบัติแน่ๆ เฮ้อ...แบ่งพรรคแบ่งพวกตั้งแต่ยุคหินเลย 
   ไปไกลถึงองค์การอนามัยโลกริ ถ้ายังเพ้อต่อไปคงจะไปต่อกันที่คณะกรรมการมรดกโลกเป็นแน่แท้ อันตราย..!!!! กลัมาที่ว่า “ผีดิบทำไมถึงกลัวไฟ” กันต่อล่ะกัน จบดื้อๆนี่แหละ มีคนตะโกนบอกว่าให้ไปอาบน้ำได้แล้ว จะได้ทานอาหาร(ตอน)เย็นกัน ตั้งใจนะครับ ผีดิบ เป็นผี มีสมองอันชาญฉลาดน้อย แต่ก่อนตายกลายมาเป็นผีดิบเนี่ย... มันยังจำได้ครับว่า “ไฟ” นะร้อน ยิ่งไฟกิเลส ตัณหา(กลับ) ราคะด้วยแล้ว ยิ่งร้อน ว๊าย..ย...ย ไม่เกี่ยว ไอ้สองสามอย่างหลังเนี่ย...555++ ต่อๆดังนั้น ผีดีบจึงกลัวไฟเพราะร้อน และถ้ามันโดนไฟมากๆ มันจะไม่ยิ่งร้อนมากๆอย่างเดียวครับ มันจะกลายเป็นผีสุก.....ย้ำ..!! มันจะกลายเป็นผีสุก...ซึ่งผิด JD (Job Description) ของตัวเองไง....จบ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : http://lookmae.blogspot.com/2008/05/seeya.html