สำนึกรัก(ทีมฟุตบอล)บ้านเกิด

สำนึกรัก(ทีมฟุตบอล)บ้านเกิด
นี่คือสุดยอดทีมในจังหวัดอุตรดิตถ์ (เพราะมีทีมเดียวครับ)

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ผีดิบทำไมถึงกลัวไฟ




   สวัสดีครับทุกท่านทีแวะเข้าเยี่ยมชม เอ๊ะ..หรือไม่ได้มา  ตามหัวข้อบทความเลยครับ คือผมสงสัยมานานแล้ว จากการอ่านหนังสือบ้าง ดูละครบ้าง ดูหนังทั่งไทยและเทศ สิ่งหนึ่งจากหลายๆสิ่ง ซึ่งแล้วแต่ผีดิบของแต่ละประเทศ หรือแต่ละทวีปกลัวกัน นั่นก็คือ “ไฟ” ครับ  ถ้าท่านไม่เชื่อผม ผมก็ไม่ว่าอะไรครับ(ก็มันห้ามกันไม่ได้นี่นา เหมือนห้ามคนสวยไม่ให้กินส้มตำปูปลาร้านั่นแหละครับทั่น ห้ามยากสุดใจขาดดิ้น)
   ขอย้อนไปยุคมนุษย์หินนะครับ กี่ปีมาแล้วก็ไม่รู้ เกิดไม่ทัน ไม่มีเวลานั่ง ยืน เดิน นอนนับ(ต้องทำมาหากินอ่ะ) และที่สำคัญเรียนมา แต่อาจารย์แกเรียกของคืนหมดแล้วด้วย คือตอนนั้น ผมคิดว่ามนุษย์ที่ถูกเรียกว่ามนุษย์หินนี่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นหิน.... หัวแข็งเหมือนหิน ใจแข็งเหมือนหิน หรือ.....แข็งเหมือนหิน(คิดเองนะ... รู้น่าคิดอะไรอยู่ คิดเหมือนกัน 555)  แต่ที่แน่ๆ ตอนนั้น อาวุธที่ใช้ล่าสัตว์ ส่วนมากก็จะเป็นสิ่งที่อยู่รอบๆตัว ดัดเสริมเติมแต่งมากันเรื่อยๆ จนช่วยทุนแรงในการล่าได้เยอะอ่ะนะ เข้าเรื่องเลยล่ะกัน ยุคนั้นมนุษย์หินไม่รู้จักเหล็ก และไฟแน่นอน..ชัวร์ 100% เพราะถ้ารู้จัก ยุคนั้นน่าจะเป็นยุคของมนุษย์หิน เหล็ก ไฟ (Stone Metal Fire Man) อิอิ.... เริ่มไร้สาระมากยิ่งขึ้นริ โอเคต่อๆ กำลังจะบอกว่า ยุคนั้นมนุษย์เรากินเนื้อสัตว์แบบดิบๆ เพราะไม่รู้จักไฟที่จะมาทำให้เนื้อสัตว์มันสุก แอบแปลกใจเล็กๆว่ายุคนั้นน่าจะยังไม่มีพวกพยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ตับ เป็นต้น เพราะไม่เห็นมีรายงานขององค์การอนามัยโลก(WHO) ออกมาเตือนมนุษย์หินกันเลย ว่ากินของดิบเสียงต่อการเป็นพยาธิใบไม้ตับ หรือไข้หวัดนก อะไรทำนองนั้น สงสัยจะเลือกปฏิบัติแน่ๆ เฮ้อ...แบ่งพรรคแบ่งพวกตั้งแต่ยุคหินเลย 
   ไปไกลถึงองค์การอนามัยโลกริ ถ้ายังเพ้อต่อไปคงจะไปต่อกันที่คณะกรรมการมรดกโลกเป็นแน่แท้ อันตราย..!!!! กลัมาที่ว่า “ผีดิบทำไมถึงกลัวไฟ” กันต่อล่ะกัน จบดื้อๆนี่แหละ มีคนตะโกนบอกว่าให้ไปอาบน้ำได้แล้ว จะได้ทานอาหาร(ตอน)เย็นกัน ตั้งใจนะครับ ผีดิบ เป็นผี มีสมองอันชาญฉลาดน้อย แต่ก่อนตายกลายมาเป็นผีดิบเนี่ย... มันยังจำได้ครับว่า “ไฟ” นะร้อน ยิ่งไฟกิเลส ตัณหา(กลับ) ราคะด้วยแล้ว ยิ่งร้อน ว๊าย..ย...ย ไม่เกี่ยว ไอ้สองสามอย่างหลังเนี่ย...555++ ต่อๆดังนั้น ผีดีบจึงกลัวไฟเพราะร้อน และถ้ามันโดนไฟมากๆ มันจะไม่ยิ่งร้อนมากๆอย่างเดียวครับ มันจะกลายเป็นผีสุก.....ย้ำ..!! มันจะกลายเป็นผีสุก...ซึ่งผิด JD (Job Description) ของตัวเองไง....จบ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : http://lookmae.blogspot.com/2008/05/seeya.html

Q C D S M E E สังคมไทยคุณคิดว่าควรเริ่มด้วยอะไรก่อน...???



    เดิมทีตั้งใจไว้ว่าจะเขียนแต่เรื่องไร้สาระเท่านั้น หมายถึงออกแนวชวนหัวบ้าง เล่นคำพ้องเสียงบ้าง ประมาณนั้น เพราะเพื่อนๆที่ทำงานบอกว่าผมเป็นคนไร้สาระมากๆ ซึ่งผมก็(กลั้นใจ)พูดออกไปว่า "ผม..จะถือว่าเป็นคำชม"...5555++  แต่มาเจอ Google+AdSense เข้า ก็คิดว่าน่าจะมีช่องทางหารายได้จากอินเทอร์เน็ตมั่ง เพราะผมก็ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ความหวังก็วูบ เมื่อ Google ส่งเมล์มาบอกว่า บัญชีของผมถูกปิดไปแล้ว ฉะนั้น ก็ช่างหัวมัน เขียนเอามันก็ได้วะ......
      ตามหัวเรื่องที่ตั้งไว้ครับ "Q C D S M E E สังคมไทยคุณคิดว่าควรเริ่มด้วยอะไรก่อน...???ภาษาประกิตทั้งหมดนั่นคือ  *แนวคิดการเพิ่มผลผลิตครับ มีองค์ประกอบทั้ง 7 คือ
1.Q-Quality คุณภาพ คือการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ,
2. C-Cost คือการลดต้นทุนโดยที่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพของสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐาน ,
3. D-Delivery การส่ง มอบสินค้าหรือบริการที่ถูกต้อง ถูกเวลาและถูกสถานที่.. Q-C-D ทำเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูก ค้า..
4. S-Safety คือการดูแลสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย สร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงานให้ พนักงาน ,
5. M-Morale การสร้างขวัญ-กำลังใจในการทำงาน ซึ่งจะทำให้พนักงานทำงานอย่างเต็มที่ มีความสุข.. S และ M ทำเพื่อสร้างความพึงพอใจให้พนักงาน..
6. E-Environment หมายถึงการ ดำเนินธุรกิจโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงชุมชน ส่วน
7. E-Ethics คือการดำเนินธุรกิจ โดยไม่เอาเปรียบทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง.. ซึ่ง E สองตัวหลังนี้ทำเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับชุมชนและ สังคมหากองค์การใดยึดองค์ประกอบได้ครบถ้วน ก็หมายถึงได้ให้ความสำคัญและสร้างความพึง พอใจให้กับลูกค้า พนักงาน และสังคม ที่สุดก็จะทำให้องค์การเพิ่มผลผลิตได้สูงขึ้นและเกิดการ พัฒนาอย่างยั่งยืน 
      บทความนี้ ขอบอกว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวครับ ของลูกจ้างหรือพนักงานปฎิบัติการของผม ที่เป็นคนบ้านนอก ลูกทุ่ง ตรงไปตรงมา ปากตรงกับใจ ที่อยากจะแสดงมุมมองของ Salary man ต่อแนวคิดของการเพิ่มผลผลิต คือด้วยสภาพและวัฒนธรรมของสังคมไทยจะมีคำสองคำที่คุ้นหูมากคือ "ระบอบศักดินา" กับ "ระบบอุปถัมภ์" ไม่ขอล'รายละเอียดของทั้ง 2 คำนะครับ (สามารถสอบถามอาจารย์กูเกิ้ลได้ทั่วไป)
      จากประสบการณ์(ใช้ประสบการณ์อีกแล้วสิเรา...) ก่อให้เกิดความคิด(ส่วนตัวของผม)ว่า หลักการเพิ่มผลผลิตคือ Q C D S M E E นั้น ต้องเริ่มที่ M Moral  = ขวัญ-กำลังใจของพนักงานก่อนครับ โดยความคิด(ส่วนตัวของผม)นี้ จะไปอิงกับคำว่า "เราคือคนไทย" "ระบบอุปถัมภ์" "ระบอบศักดินา" ขอให้ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกภาพดูว่าสิ่งที่ผมเอ่ยถึงมันจะเกี่ยวข้องกัน ได้อย่างไร..???
     ถ้าจะพูดถึงการทำสงคราม สิ่งสำคัญลำดับต้นๆ นอกเหนือจากอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ต้องถือว่าขวัญ-กำลังใจของทหารเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ แม้จะมีอาวุธยุทโธปกรณ์ชั้นเลิศ แผนยุทธศาสตร์ชั้นเยี่ยม แต่ทหารไม่มีความกระตือรือล้น ไม่มีกระจิตกระใจที่จะทำตามแผน ใช้อาวุธตรงตามคำสั่ง มันก็เท่านั้นจริงๆ แพ้ตั้งแต่ยังไม่กางมุ้งครับทั่น..  มาต่อกันเรื่องของ Salary man กันต่อดีกว่าครับ
     ทำไม..??? ผมจึงมีความคิดว่าต้องเริ่มที่ M-Moral ขวัญ-กำลังใจก่อน ก็อย่างที่เกริ่นไว้เกี่ยวกับเรื่องทหารและสงครามนั้นแหละครับ แม้คุณจะมีแผนงานที่ดูอลังการงานสร้างขนาดใหนก็ตาม มันก็ยังป็นเพียงความฝัน(planning = แผน-นิ่ง) ไม่มีวันสำเร็จ เพราะยังไม่มีคนลงมือทำ แม้จะอาศัยอำนาจตามสายบังคับบัญชาสั่ง(ให้ทำ)งานก็ตาม มันก็จะฝืดเหมือนจักรที่ไม่ได้หยอดน้ำมันครับ แผนที่คุณวางไว้อาจจะสำเร็จแต่ก็จะล่าช้ากว่ากำหนดมาก แล้ว 3 คำที่ผมเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ คือ "เราคือคนไทย" "ระบบอุปถัมภ์" "ระบอบศักดินา" นั้นเกี่ยวข้องกับ M-Moral ขวัญ-กำลังใจ อย่างไรขอเริ่มที่
  **  "ระบอบศักดินา"  เป็นระบอบการปกครองในอดีต ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Feudalism (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี) แม้ปัจจุบันก็ยังพอมีเหลืออยู่บ้างพอเป็นน้ำจิ้ม แต่ในที่นี้ผมหมายถึงลำดับชั้นของสายการบังคับบัญชานะครับ(ผังองค์กร = Organization)
  ***  "ระบบอุปถัมภ์"  คือ โดยกว้างๆ กล่าวได้ว่าระบบนี้เป็นระบบความสัมพันธ์ที่บุคคลสองฝ่ายที่มีสถานภาพทางสังคมไม่เท่าเทียมกัน แต่อยู่ด้วยกันได้เพราะมีลักษณะต่างตอบแทนกันและกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีความเป็นเพื่อนระหว่างกันอยู่
   "เราคือคนไทย" ใช่ครับเราคือคนไทย มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง เมื่อเอาความหมายของทั้งสามคำมาผสานกัน เพื่อบ่งชี้ถึงจุดประสงค์ของบทความของผม ก็จะได้ดังนี้ “เราเป็นคนไทยที่ยึดถือเรื่องบุญคุณ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันเท่าที่จะพอช่วยได้ ก็ช่วยกันไป เหมือนการลงแขกเกี่ยวข้าว คือต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน แต่ก็ยังคงยึดถือสถานะ(ศักดินา)ทางด้านสังคมร่วมไปด้วย” ดังนั้นเมื่อหันกลับมามอง M-Moral ขวัญ-กำลังใจ ก็จะสื่อได้ว่า การซื้อใจพนักงาน หรือ การสร้างขวัญ-กำลังใจลูกน้อง เป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ในการขับเคลื่อนแผนงานที่หัวหน้า(ผู้บริหาร/ผู้จัดทำแผน)วางไว้ ให้เดินไปด้วยความเต็มใจของพนักงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดของแผนงานนั้น  เพราะเราคือคนไทย ที่อิงอยู่กับระบบอุปถัมภ์ และถูกครอบงำด้วยระบอบศักดินา........
     อนึ่ง การสร้าง M-Moral ขวัญ-กำลังใจให้กับพนักงาน เพื่อให้ได้ใจพนักงานมานั้น ก็ยังมีประเด็นเป็นที่ถกถียงกันมานานครับว่า ในซีกของพนักงานก็จะคิดว่า “อยากให้หัวหน้าให้...??? ลูกน้องมาก่อน เพื่อเป็นการการันตีว่า ทำแล้วได้แน่นอน” ส่วนฝั่งของหน้า ก็คิดและบอกลูกน้อว่าว่า “ให้คุณทำ แสดงศักยภาพการทำงานออกมา ว่าคุณทำได้ แล้วสิ่งที่คุณต้องการ ก็จะได้แน่นอน ผมรับประกัน” ประมาณนั้นครับ
     ฉะนั้น ผมจึงอยากเปรียบเทียบง่ายๆ คือมันเหมือนสำนวนไทยที่ว่า “อยากให้เขาไหว้ เราต้องยกมือไหว้เขาก่อน....” ก็แค่คิดและทำให้ได้ว่า คนที่จะยกมือไหว้ก่อนนั้นคือใคร..???
----------------------------------------------------------------------------------------
* ข้อมูลจากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ เยี่ยมชมได้ที่ : http://202.183.190.2/old/radio_script/script.htm
** ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี เยี่ยมชมได้ที่ : http://th.wikipedia.org/wiki/ศักดินา
*** ข้อมูลจาก NIDA เยี่ยมชมได้ที่ : http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2005q1/article2005march16p1.htm
ภาพประกอบจาก : http://greenchonburi.com  และ    http://senghobangkok.com/product.php?id=1340



ปล.ถ้าคุณไปติดต่องานในที่ๆหาที่จอดรถยาก แนะนำให้ซื้อเครื่องดื่มชูกำลัง หรือขนม นมเนย สักเล็กน้อยไปฝาก ร.ป.ภ. ครับ คุณก็จะเข้าใจบทความของผมอย่างถึงแก่นแท้

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

“ประสบการณ์” ใช้ในการทำงานได้หรือไม่ ตอน 2


    

    จากบทความก่อนหน้านี้คือ “ประสบการณ์” ใช้ในการทำงานได้หรือไม่ ได้มีการท้าวความถึงคำว่าประสบการณ์ในการทำงานในตำแหน่งพนักงานปฏิบัติการของผู้เขียนไปบ้างแล้ว ครั้งนี้จะลงรายละเอียดถึงวิธีคิดของผมเอง(ย้ำว่าเป็นวิธีคิดและใช้ประสบการณ์ของผู้เขียนเอง) เพื่อนำเสนออีกหนึ่งมุมมอง จากหลายล้านมุมมองทั่วโลก
     เมื่อเจอสิ่งที่เรียกว่าปัญหาในการทำงาน ทั่วไปคนเรารวมถึงผมด้วย โดยมากจะไม่มีกระบวนการคิดที่เป็นระบบเพื่อสร้างทางเลือกให้มากกว่าหนึ่งทางเลือก ถ้าหากไม่ถูกฝึก(ศึกษาเล่าเรียน)หรือปลูกฝัง(อบรม)มาพอสมควร จะใช้ประสบการณ์ก่อนหน้านี้มาทำการแก้ปัญหาทันที ประสบการณ์ที่ถูกเลือกใช้มักจะพินิจปัญหาแล้วหาตัวเปรียบเทียบว่าก่อนหน้านี้ เราเคยจอปัญหาแบบนี้หรือไม่ และ/หรือเราเคยเจอปัญหาที่มีอาการแบบเดียวกันนี้หรือไม่ แล้วก็จะแก้กันไป แก้ได้ก็รอดตาย ถ้าไม่ได้ก็โคม่าครับ ซึ่งมันเป็นการกระทำแบบ “วัวหายล้อมคอก” แต่จากประสบการณ์(นั่นไง เริ่มใช้งานประสบการณ์แล้ว)ของผม มันช่วยให้ปัญหาทุเลาเท่านั้น เหมือนทีวีสัญญาณภาพเหมือนจะล่ม ทุบไป 2 ทีกลับดีดังเดิม แต่ผ่านการทุบอีก 5-6 ครั้ง มั้นก็เจ็งครับ เงียบสนิท
    ผมเลยกลับมาคิดว่า การใฃ้ประสบการณ์ในการทำงานนั้น เหมาะที่จะทำในแบบเชิงรุกมากกว่า ก็คือเอาประสบการณ์มาเป็นตัวช่วย (Toolling) ในการสร้างวิธีการป้องกันไม่ให้ปัญหานั้นมันเกิดซ้ำอีก......